FanFic

ยำฟิครินจัง [2]

posted on 03 Aug 2008 15:53 by nafkong  in FanFic

.

.

มาแล้วล่ะครับกับตอนจบของยำฟิครินจัง แต่จบทันทีหลังสอบเสร็จเลยล่ะ

ยังไงก็มาติดตามต่อได้เลยความว่า รั่วจากเรื่องแค่ไหนกัน 

 

****************************************************

.

.

...ดวงไฟดวงเล็กๆจากปลายเทียนไหววูบตามการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของคนในห้อง

ผู้ซึ่งกำลังรอให้ใครบางคนตื่นจากการหลับไหลอันยาวนานเสียที พลางครุ่นคิดอย่างหงุดหงิด

.

....ซุยเคียวก็กำลังหลับได้ดีอยู่เลยแท้ๆ

.

....อยากลักหลับเหลือเกิน...

.

...

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันความคิดหื่นๆของใคร ร่างสูงเหลือบมองดูชายหนุ่มท่าทางบอบบาง

ที่มีเรือนผมสีแอเมทิสต์อย่างโหยหิว (!?) หนังสือที่อยู่ในมือนั้นก็ค้างหน้าที่ 5 มาเป็นชม.แล้ว

"เจ้างี่่เง่าซุยเคียวเอ๊ย"...เฟลเมลระเบิดอารมณ์ด้วยการโยนหนังสือ

ให้ลอยละลิ่วไปตกที่อีกฝากหนึ่งของห้อง

" นอนยั่วเหลือเกิน อยากจะปล้ำก็ปล้ำไม่ได้!!!!! " เฟลเมลว่าอย่างไม่อายปาก

.

.

.

.

ซุยเคียวที่นอนสลบอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อหนังสือนั้นถูกขว้างกระทบพื้นเสียงดัง

แต่ก็ไม่ทันได้ยินคำกล่าวของเฟลเมลที่ไม่ควรจะออกอากาศ ร่างบางรู้สึกว่าร่างตัวเองนั้นหนักอึ้ง จนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาจากเตียง

" เฟลเมล.... " ร่างบางเอ่ยด้วยเสียงที่แหบแห้ง

" อ่ะ..ซุยเคียว... " เฟลเมลออกจะตกใจเล็กน้อย เมื่อหนังสือที่ขว้างไปดันไปปลุกร่างบางซะงั้น

" น้ำ... " ร่างบางกล่าวขึ้นมาด้วยลำคอที่แห้งผาก

" จะดื่มน้ำเหรอ... " เฟลเมลพยักหน้าและไปหยิบน้ำมาให้

" แสนรู้จัง...ขอบใจนะ..(!?) "

.

.

.

.

"รู้ไหม....ตอนที่เจ้าโดนเจ้าม้างั่งนั่นล้มทับจนจมลงไปข้านึกว่าตำแหน่งเราจะว่างอีกเสียเเล้ว"

เฟลเมลเริ่มเล่าเหตุการณ์ขณะที่กำลังช่วยประคองซุยเคียวให้ดื่มน้ำได้อย่างสะดวก

" แต่กลายเป็นว่า ม้าของเจ้า...."

ตรงนี้เฟลเมลถึงกับต้องชะงักกลางคัน

" ม้าข้ามันทำไมเหรอ เฟลเมล.. " ซุยเคียวเอ่ยถามเมื่อได้น้ำมาดื่มให้ชุ่มคอบ้างแล้ว..

" ม้าเจ้า.. "

.

.

.

" ม้าเจ้ามันไห้กระเสือกกระสนดิ้นรนเอาชีวิต ข้าจึงรู้สึกถึงสปิริตของมัน

ข้าจึงได้ตัดสินใจช่วยทั้งเจ้าและม้าไงล่ะ ถึงจะยากลำบากที่จะช่วยทั้งม้าทั้งคน

แต่ว่าด้วยความที่ข้าเป็นคนดี จึงอดทนและฝ่าฟันมัน เทพเจ้าจึงอวยพรให้ข้าสามารถช่วยเจ้าและม้าได้สำเร็จ ... "

เฟลเมลเล่าใส่ไข่อย่างตอแหลหาใดเปรียบ

" อา...งั้นเหรอ.. " ซุยเคียวว่าด้วยเสียงราบเรียบ " ฟังดูแปลกๆ แต่ว่าข้าจะเห็นใจเชื่อว่าเป็นแบบนั้นล่ะกัน.. "

.

.

.

"ขออนุญาตนะค่ะ"

.


ทันใดนั้นเองเสียงหวานๆของสวยน้อยนางหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากของบานประตู

เฟลเมลลุกไปเปิดประตูให้สาวน้อยนางนั้นเข้ามา เธอมีดวงหน้าแฉล้มแลน่ารักแบบเด็กสาวที่ถูกอบรมมาอย่างดี ( เย้!! โลลิๆๆๆๆ )

ดวงตาสีบรั่นดีคมเข้มแฝงแววไร้เดียงสาจ้องมองเฟลเมลอย่างเอียงอาย หลังจากกล่าวขอบคุณเบาๆ

"เอ่อ..." นางเริ่มกล่าวถึงธุระของนาง "ข้ามีนามว่าอิเรอาคะ"

นู๋กล่าวพร้อมกับเอียงคอทำแอ๊บแบ๊ว ( โลลิๆๆๆๆๆ )

" ข้าจะมาเรียนท่านว่าวันนี้จะมีพิธีการประหารแม่มด...

หากนายท่านทั้งสองต้องการจะไปดูก็ต้องไปรวมที่บาร์ก่อนเทียงนี้ค่ะ"

.

.

.

"ของชอบ.. (!?) ข้าไปแน่ขอบคุณมาก" เฟลเมลกล่าวอย่างพึงพอใจในความซวยของผู้อื่น

"แต่ข้าไม่รู้ว่าเมืองนี้ก็ยังเหี้ยมีการการล่าแม่มดสุดสถุลอยู่อีก ไร้อารยธรรม...

เจ้าพอจะบอกข้าได้ไหมว่าผู้โชคร้ายของวันนี้เป็นใครกัน ข้าจะได้ทำบุญไปให้ถูก..."

"โอ...ข้าคิดว่าเรื่องนั้นท่านควรได้ลุ้นระทึก ตื่นเต้น คาดเดาเอาเองดีกว่า

แต่ข้าขอบอกคำเดียวว่า ท่านจะต้องจดจำไปชั่วกาลนานปาวสานเป็นแน่...(!?)"

นางยิ้มหวาน เห็นได้ชัดว่าอาริอาี้มีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่นัก ด้วยวัยที่เลยวัยเด็กมาเพียงเล็กน้อย

เเต่กลับ มากไปด้วยเสน่ห์และมารยาที่แสนเป็นธรรมชาติ

" = =!! " เฟลเมลเริ่มรู้สึกถึงเลศนัยแปลกๆ แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก

ซึ่งในตอนนั้นเองอาริอาจังก็ได้ว่าต่อ

.

.

.

"หัวหน้าของพวกควิกสิเตอร์*เป็นหลานชายของหลวงพ่อในเมืองใหญ่ค่ะ" เธอเริ่มเล่า

"อา..ข้าไม่อยากใช้คำหยาบเลย เดี๋ยวความโลลิหาย..แต่ว่า....

กูขอทีเถอะ(!?) ไอ้พวกนี้มันเหี้ยโครตเลยคะ ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้เลย

พวกนั้นยึดเเละขายทรัพย์สินสิ่งของของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด สัตว์เอ๊ย!

ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุผลที่ปัญญาอ่อนแบบที่มนุษย์ปกติคิดไม่ถึงกัน ..."

คราวนี้นางเปลี่ยนไปพูดเสียงเบา

"นายท่านค่ะ นักเดินทางอย่างพวกท่านต้อง ระวังตัวให้มากเอาไว้ โดยเฉพาะคนที่ผมผิดปกติ สีม่วงแบบที่คนปกติเขาไม่เป็นกันน่ะคะ "

อาริอาพูดสื่อถึงซุยเคียวแบบไม่เกรงใจ ทำเอาเขาสะดุ้งด้วยความตกใจ

" แต่ว่าถึงผมจะสีแปลกแต่ก็ยังน่ารักนะคะ "

" ^ ^ .... "

ประโยคสุดท้ายค่อยทำให้ร่างบางที่ผมสีแปลกพอยิ้มขึ้นมาได้บ้าง..

.

(ควิกสิเตอร์ - นักล่าแม่มด ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปหมดแล้วจึงทำให้พื้นโลกสูงขึ้นมา.. )

.

.

ด้วยเหตุนี้เฟลเมลจึงค่อยๆหลอกให้อาริอาช่วยเหลือในการปลอมตัวซุยเคียว

ให้รอดพ้นจากหู ตาของเหล่าควิกสิเตอร์ โดยการจับหนุ่มเคะมาแปลงโฉม(!?)

" อา...เราควรจะแปลงโฉมให้เพื่อนของท่านเป็นผู้หญิงไปเลยดีไหมคะ เรตติ้งจะได้

กระฉูด " เด็กสาวโลลิว่า

" ไม่ได้!! ถึงข้าจะเห็นด้วย แต่ว่าแบบนั้นมันส่อเกินไป(!?) อีกอย่างถ้าแต่งขึ้นมาสวยเกินไป

เดี๋ยวไอ้พวกควิกสิเตอร์ก็หาเรื่องได้( ที่สำคัญคือมันกลัวจะอดใจไม่ไหวต่างหาก )

เอาแค่ใส่วิกผมกลบสีผมประหลาดๆนั้นก็พอแล้ว "

เฟลเมลใช้มือเท้าคางพลางเสนอความคิดสุดวิเศษที่ซุยเคียวอยากจะลุกขึ้นมาตะบันหน้า

" อา..ได้เลยคะ ข้าจะจัดการให้เอง " สาวน้อยว่าพลางลากมือผู้ที่จะถูกแปลงโฉมให้เข้าไปให้ห้องกับตน

ถึงแม้ซุยเคียวจะอยากปฎิเสธ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง..

.

.

.

15 นาทีต่อมา..

.

.

" เสร็จแล้วค่า~! " อาริอาร้องประกาศพร้อมกับเปิดประตูออกลากผู้ที่ถูกแปลงโฉมมาด้วย

เฟลเมลลุกพรวดขึ้นมาทันทีด้วยหน้าที่ตื่นเต้นราวกับว่า

ทีมฟุตบอลที่ตัวเองเชียร์ทำประตูได้แล้ว...

" ไหน ขอยลหน่อยสิ " ร่างสูงว่าด้วยเสียงราบเรียบพร้อมกับราวยิ้มแสนส่อ......

ขณะที่ร่างบางนั้นกล้าๆกลัวๆค่อยลงมาจากบันได

..ทันที่ที่เห็นร่างบางที่เดินลงมานั้นเฟลเมลไม่อาจควบคุมตัวไม่ให้ค้างขากรรไกรเสียนานไ้ด้

เมื่อร่างที่ คุ้นเคยถูกแปรเปลื่อนให้กลายเป็นอีกคนหนึ่ง เด็กหนุ่มผมบอลด์ดูสุภาพก้าวลงมาจากบันได

.

.

" ทำไมเจ้าทำหน้าแบบนั้น.. " ซุยเคียวขมวดคิ้วไม่พอใจเมื่อเห็นอาการของร่างสูง

" อา..คือว่า.. " ร่างสูงเอ่ยตะกุกตะกักในขณะที่ตายังเบิกกว้างอยู่

" ตลกสินะ!!!!!!!!! " ร่างบางว่าด้วยเสียงดังพร้อมกับใบหน้าที่แดงไปด้วยความอับอาย

" ไม่ใช่แบบนั้น " เฟลเมลแก้

"ข้าแค่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้แบบนี้ "

ร่างสูงว่าด้วยเสียงหื่นๆ พลางสอดตาสีฟ้าไล่สายตาไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ก่อนที่จะหัวเราะอย่างพึงพอใจ แต่นั้นก็ส่งผลให้ซุยเคียวเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง

"อา...ดูไม่เลวนิ...ดูเหมือน....ดาราตกกระป๋องจนต้องไปให้ตุ๊ดเลี้ยงเลย...(!?)"

เฟลเมลเชยคางขึ้นมาจับจ้องอย่างประเมินค่า

..

.

.

ผวัะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

.

.

ทันทีที่จับประโยค คนที่ถูกชม(!?) ก็ซัดปากคนกล่าวทันทีด้วยความขุ่นเคือง และเดินจากไปทิ้งให้คนที่ถูกซัดลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น

อาริอาจังได้แต่มองดูด้วยความอนาถา

" เฮ้อ....โง่ฉิบหาย ( อะ..อาริอาจัง.... ) พูดแบบนั้นได้ไงกันนะ "

.

.

.

.

.

" ซุยเคียว.... "

สองสามชั่วโมงต่อมาเฟลเมลที่รอยช้ำที่ถูกซัดเริ่มบรรเทาลงแล้ว ก็กล่าวกับร่างบาง

" เจ้าคงจะยกโทษให้ข้านะที่ข้าพูดแบบนั้นออกไป "

" อือ " ร่างบางตอบรับ " เอาเถอะ..ต่อยก็ต่อยไปแล้ว จะอโหสิให้ก็ได้ (!?) "

" อา..ขอบใจนะ ข้าก็พึ่งรู้ว่าเจ้าไม่ชอบให้ใครมาเปรียบเทียบแบบนี้นะเนี้ย... " (ใครจะชอบวะ = =... )

" แต่ว่าเจ้ามีธุระอะไรกับข้าเหรอเฟลเมล " ร่างบางว่าขณะที่นั้งดูตัวเองให้กระจกด้วยความไม่มั่นใจ

" ข้าก็แค่....อยากจะให้เจ้าได้เห็นว่าโลกที่เจ้าว่าสวยงามนั้นแต่จริงแล้วมันโหดร้าย

เพียงใด มนุษย์ที่เจ้าว่าดีนั้นแท้จริงแล้วล้วนแต่จอมปลอมเห็นแก่ตัว.. "

" เฟลเมล..เจ้าด่าตัวเองทำไมน่ะ.. "

" = =.... "

.

.

แต่แล้วร่างสูงก็เดินมาดึงมือของร่างบางให้ลุกขึ้น " เฟลเมล!! เจ้าจะพาไปไหน!!!! "

ร่างบางทำหน้าตกใจเมื่อถูกดึงไปตามแรงของอีกฝ่าย

" ข้าจะให้เจ้าได้เห็นสิ่งที่ข้าว่าเดี๋ยวนี้ล่ะ " เฟลเมลกล่าว

.

.

.

.

.

.

...ในพิธีประหารแม่มด...

.

.

.

.

.

เฟลเมลและซุยเคียวยืนด้วยกันในห้องใต้ดินของบาร์ ขณะที่สีหน้าเฟลเมลนั้น

แสดงถึงความเสียหน้าอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทั้งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธแค้น..

ส่วนซุยเคียวนั้นมีสีหน้าที่เฉยชา และจ้องมองไปยังเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างใคร่รู้..

.

.

.

.

" เฮ้ย เอาชะแลงมาสิ ฉันจะงัดไม้ฝานี้ออก "

" เออ! เราจะได้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ฝานี้ล่ะ "

ชายวัยกลาง 2 คนสนทนากันและไม่นานชายคนหนึ่ง

ก็ไปหยิบชะแลงมาให้แก่สหายของเขา สหายผู้นั้นออกแรงงัดชะแลงสุดแรง

เพื่องัดฝาไม้ที่เหนียวแน่นนั้นให้หลุดออกมา

.

.

.

โผละ!!!!!!!!

.

.

.

.

ฝาไม้เก่าผุถูกงัดออกมาจากจากผนัง เผยให้เห็นภายในที่ชวนให้ชายวันกลางคนทั้งสองนั้นต้องเบิกตาโพลง

" โอ้โห รังมดทั้งนั้น มิน่าว่าแล้วทำไมร้านกูมดเยอะฉิบหาย!!!!! "

" เออ ตรูก็โดนกัดทุกวัน ทีนี้ล่ะจะได้จบสิ้นซะที "

ว่าแล้วชายคนนั้นก็ใช้ชแลงกระทุ้งเข้าไปที่รังมดตรงหน้าแตกกระจาย

ร่วงกราวตกลงทั่วบริเวณนั้น

.

.

" ใช่!! อย่างนั้นล่ะ ทำลายมันให้สิ้นซากเลย ที่สำคัญแล้วจะต้องฆ่า แม่มด!!!!!! "

.

.

.

.

.

= =.........<<< สีหน้าของเฟลเมล

.

.

.

.

.

" เออ ต้องฆ่าแม่มันให้ได้!!!!!! ไม่งั้นก็ไม่จบไม่สิ้นซะที "

ชายทั้งสองช่วยกันทำลายรังมดอย่างเมามันส์ท่ามกลางสายตาที่สุดเน็จอนาถของเฟลเมล

.

.

......ไอ้โง่เอ๊ย.....นั้นเขาเรียกว่านางพญามดโว้ย....

.

.

.

" ใจร้าย สงสารพวกมดออก " ซุยเคียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

" บางทีโลกนี้อาจจะโหดร้ายอย่างที่เจ้าว่าจริงก็ได้เฟลเมล "

คำพูดของนางบางนั้นฟังดูเยาะเย้ยร่างสูงชอบกล เฟลเมลได้แต่หัวเราะในลำคอ และตอนนี้เขาก็รู้ตัวแล้วว่าโดนเด็กโลลิมันหลอกเข้าให้แล้ว

.

.

.

" ฮึ๋ย!! ย้ากกกกกกกกกกกกกก ว้ากกกกกกกกกก ตายให้หมด!!!!!!! วะฮ่าๆ "

ชายทั้งสองก็มุ่งมาพังรังมดต่อไป

" โอ๊ย!!! มดกัด!!! "

" เฮ้ยๆ มันไต่ขึ้นมาบนตัวใหญ่แล้ว จ้ากกกกกกกกก ว้ากกกกกก "

" ช่วยด้วย มดเข้าเสื้อ อ้ากกกกกกกกกกกกกก "

.

.

.

.

.

.

.

เมื่อเสร็จจากพิธีประหารแม่มด หรือจริงแล้วคือกำจัดรังมด (ทำไม่สำเร็จเพราะโดนมดรุมกัดซะก่อน )

เฟลพาร่างบางกลับขึ้นมายังชั้นบนของบาร์อีกครั้ง และสิ่งที่แรกที่ร่างสูงเรียกหาคือ....

" อาริอา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! "

เสียงนั้นฟังดูโกรธเกรี้ยวและคับแค้น ทำเอาซุยเคียวต้องกลัวเหมือนกัน

" ค่า~! " เด็กสาวเดินมาพร้อมใบหน้าที่ยิ้มร่า เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่ถ้า

เป็นคนอื่นจ้างก็ไม่ออกมาหรอก

" ทำไมเธอถึงหลอกฉัน ไม่เคยกระดูกหักใช่ไหม!!! "

" เอ๋ หลอกอะไรเหรอค่า~ " อาริอาจังยังคงทำหน้าไร้เดียงสาพลางเอียงคอชวนให้โอตาคุทั้งหลายต้องใจละลายในท่าทีนั้น

" ก็เรื่องประหารแม่มดไง ไอ้เราก็อุตส่าห์นับชม. ตั้งใจรอที่ไหนได้

ดันเป็นไอ้บ้าสองตัวที่เรียก นางพญามด เป็น แม่มด ซะได้ "

" เอ๋ จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นท่านต้องไปโทษสองคนนั้นสิค่า เพราะหนูก็แค่บอกไป

ตามที่ได้ยินเท่านั้นเอง "

.

.

(ปล. จริงๆแล้วคือ....

ชายวัยกลางคนพูดว่า" อาริอา วันนี้เราจะหาต้นตอของมดพวกนี้นะ

ไปบอกแขกว่าถ้าได้ยินเสียงโครมครามเหมือนกลุ่มก่อการร้ายบุก จริงๆแค่กำจัดมดนะ "

อาริอาถามว่า " เอ๋ แล้วจะกำจัดมดเหรอคะ มดมันมีเป็นพันๆเลยนะคะ "

ชายคนนั้นตอบว่า " เราจะหารังมันแล้วก็ฆ่าแม่พวกมัน "

อาริอางง " แม่พวกมัน.... = =!! "

ชายคนนั้นขึ้นเสียง " โถ่ ก็แม่มดไง โง่จริงๆ " ( แกนั้นล่ะที่โง่.... ) )

.

.

.

.

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน...

" อาริอานี้เธอยังจะเถียงอีกเหรอ เธอรู้ไหมมันทำให้ฉันขายหน้าแค่ไหน "

" เฟลเมลพอได้แล้วน่า เธอยังเด็กอยู่ก็เลยไม่เข้าใจเท่านั้นเอง "

ซุยเคียวจับมือของร่างสูงไว้เพื่อให้สงบสติอารมณ์ แต่นั้นเพราะร่างบางยังไม่รู้จักความเจ้าเล่ห์ของสาวน้อยโลลิคนนี้ดี

" ปล่อยซุยเคียว ถึงเราจะรักกันแต่เรื่องนี้ยอมไม่ได้ " เฟลเมลว่าพลางผลักร่างบางออกไป

ซุยเคียวเสียหลักด้วยแรงผลักนั้นพร้อมทั้งความตกใจในประโยคที่เออเองของร่างสูงเมื่อกี๊

.

.

" อ๊า!!!!!!!!!!!!!!! "

ทันใดที่ร่างบางนั้นกำลังจะล้มลงกับพื้นนั้นเอง ก็มีมือที่แข็งแกร่งคู่หนึ่งมารองรับร่างนั้นไว้

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

ชายหนุ่มที่มีแววตาคมคายที่อาจทำให้สาวๆต้องตกหลุมรักทันทีที่สบตา เขาเอ่ยกับร่างบางด้วยเสียงนุ่มนวลพลางประคองซุยเคียวให้กับมายืนตั้งหลักได้อีกครั้ง

" ขอบคุณครับ " ซุยเคียวหันไปยิ้มให้กับชายผู้นั้นซึ่งทำให้เฟลเมลแทบจะลมออกจากหู

" คุณพึ่งมาที่เมืองนี้สินะ มาคนเดียวเหรอครับ "

" ครับ มากับม้า 2 ตัวแล้วก็หมา 1 ตัว " ซุยเคียวพยักหน้าและตอบคำถาม

.

.

.

มะ....ม้า 2 ....หมา..1........

เฟลเมลคิดทวนประโยคนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว

.

.

.

.

" งั้นเหรอครับ ผมเองก็มาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไม่นานเท่าไร มานั่งคุยกันก่อนสิครับ " ชายผู้นั้นผายมือให้ซุยเคียวไปยังเบาะเก้าอี้และนั่งลงพูดคุยกับร่างบางอย่างถูกคอ

ทำให้เฟลเมลรู้สึกเหมือนถูกลืมได้แต่เบ้ปากอย่างไม่พอใจขึ้นไปอีก แต่แล้วมือบางคู่นึ้งก็เสริฟไวน์ลงบนโต๊ะ

"อาริอา..." เฟลเมลเรียกชื่อของเด็กสาว

"พวกคุณรู้จักกันหรอกหรือครับ" ชายหนุ่มผู้นั้นทักขึ้น

" อย่าเสือก.. " เฟลเมลตอบสั้นๆแต่ทำให้ชายหมุ่มผู้ถามนั้นค้างไปเลย

ซักพักหนึ่งชายผู้นั้นได้จะเอ่ยต่อพลางหันมองที่อาริอาจัง..

"งั้นก็ดีเลยครับ ผมกำลังพาเธอมาหาผู้อุปถัมป์คนใหม่" อาริอาที่ได้ฟังก็ถอดสีหน้าลงทันที "แต่ ดูจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่นัดเเล้วล่ะครับ" ...

"อาริอา...ตามสบายนะ หวังว่าเธอคนมีความสุขกับการ เลือกบ้านหลังใหม่" ด้วยเหตุนี้เฟลเมลจำต้องแยกวงออกมา ปล่อยให้ซุยเคียวพูดคุยอย่างออกรสกับ แปลกหน้าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

.

.

"จะดีเหรอค่ะ" อาริอากล่าวเสียงเบา "คือข้าไม่คิดว่าควรปล่อยให้คุณชายคนนั้นอยู่กับนายของข้า"

"ช่างเขาเถอะ!!! ท่าทางมีความสุขกันนักนี่" เฟลเมลกระแทกเสียงใส่แสดงความน้อยใจ

.....ซุยเคียวนะซุยเคียว ..ทีเราอุตส่าห์ชวนคุยด้วยตั้งหลายครั้งไม่คุยกับเราแบบนี้มั้งเลย

( ก็มีแต่กวนประสาทนี้หว่า )..

" อา...แต่ว่าผู้ชายนั้น ชอบวางยานอนหลับในน้ำส้มแล้วลักหลับนะคะ "

อาริอากล่าวกับเฟลเมลแต่ชายหนุ่มก็มีท่าที่ที่ไม่สนใจ

" นั้นมันในหนังไทย แล้วถ้าเจ้านั้นโง่ขนาดนั้นก็ปล่อยให้ถูกข่มขืนไปเถอะ!!! "

เขาว่าและก้าวเดินพรวดๆออกไป

.

.

.

" อา.....เชิญดื่มน้ำส้มก่อนสิครับ " ชายหนุ่มนัยต์ตาคมคายกล่าว

..

.

.

เอี้ยด!!!!!!!!!!

.

.

ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ร่างสูงก็รีบหยุดเท้าทันที

.

.

" ขอบคุณครับ " ซุยเคียวกล่าวขอบคุณและรับน้ำส้มนั้นมาดื่มโดยดี

.

.

.

O [ ] O!!! <<<สีหน้าของเฟลเมล

.

.

" อย่านะ!!!!!!!!!!! " เฟลเมลวิ่งเข้าไปขัดขวางกระโดดถีบชายคนนั้นที่ไม่ทันตั้งตัว

จนหงายหลังตกเก้าอี้ไป และดึงข้อมือของร่างบางขึ้นมา

ร่างบางที่กำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นพลัดทำแก้วน้ำส้มตกแตกกับพื้นไม่ทันที่จะได้ถาม

อะไรร่างสูงก็ยกตัวร่างบางขึ้นมาฟาดไว้กับบ่าแล้วพาวิ่งขึ้นไป

" เฟลเมล เป็นบ้าอะไรน่ะ ปล่อยข้าไปนะ " ซุยเคียวพยายามดิ้นให้หลุดออกมา

" ข้าก็กำลังช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของเจ้าไงล่ะ!!!!!!!!! "

.

.

เมื่อร่างสูงพาร่างบางขึ้นบันไดลับสายตาไปแล้ว อาริอาก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ในผลงาน

" คิกๆ สนุกเหลือเกิน ได้หลอกควาย 2 ครั้งหลังอาหาร... "

.

.

.

.

ส่วนชายผู้ที่มีแววตาคมคายผู้นั้น ก็ยังคงนอนแอ้งแม้งกับพื้นโดยไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ...

.

.

.

.

.

.

.

ค่อนรุ่งของเช้าวันใหม่เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่หลวงใจกลางเมืองขึ้น

ผู้คนมากมายต่างแอบอยู่แต่ภายในบ้านของตนโดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า

้นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อพวกเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

 

"เจ้าบ้า...นายไปอยู่ที่ไหนกันนะ"ซุยเคียวที่กล่าวอย่างร้นรนเริ่มอยู่ไม่สุขจะนั่งที่ใดที่หนึ่งก็ไม่ได้

เพราะใจร้ำร้องอยากจะออกไปตามหาเสียเหลือเกินแต่จะออกไปก็ไม่ได้ 

เพราะเรือนผมที่สีไม่เหมือนมนุษย์มานาแล้วแถมเมื่อคืนร่างสูงจับเขาขึ้นบ่าแล้ววิ่งขึ้นห้องไป

พอรู้สึกตัวอีกทีวิกที่สวมหัวตกอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้

จะให้อาริอาหาก็ไม่รู้ตอนนี้สาวน้อยก็หายไปไหน

 

" เจ้าบ้าเฟลเมลเอ๊ย!!! ทำวิกข้าหายแล้วยังหายอีก ข้าหิวแล้วนะ "

ว่าแล้วร่างบางก็เริ่มออกอาการดิ้นแบบเด็กเล็กๆ

นี้ถ้าหากเจ้าหื่นนั้นมาเห็นก็คงอดที่จะเก็บความหื่นไว้ไม่ได้แน่

.

.

.

...จ๊อก...

.

.

.

เสียงท้องของร้องบางร้องเรียกหาอาหาร ทำให้ซุยเคียวต้องหน้าแดงขึ้นมาทันที

" เอาวะ ไม่ว่ายังไงตรูก็ต้องหาอะไรมาแดกให้ได้ ใครมาขวางจะฆ่าให้หมด!! "

เมื่อความหิวขึ้นหน้าจนทนไม่ได้อีกต่อไปชายหนุ่มจึงตั้งใจที่จะลอบออกจากห้อง

เผื่อว่าจะหาอะไรใส่ท้อง ได้บ้าง จึงค่อยๆถอดชุดที่สวมใส่ตัวเมื่อวานออก

แล้วเปลี่ยนเป็นชุดตัวเดิมตอนที่เข้ามาในเมือง

.

.

ปึง!!!

.

.

"อา...ซุยจัง " เฟลเมลทะเล่อทะล่าเข้ามาในสภาพที่กระรุ่งกระริ่งเปียกปอนไปทั้งตัว

โผเข้าคว้าผ้าขนหนูในมือของซุยเคียวก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปโดยที่ไม่พูดไม่จาสักคำ

"เกิดอะไรขึ้นเฟลเมล เจ้าไปเล่นน้ำสงกรานต์มาเหรอ (!?) " ขุนพลผู้ร่วมงานที่กำลังหิวโหยแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ถามทันที

"อย่าเพิ่งถามเลย...รีบสวมเกราะเร็วเถอะ" เฟลเมลที่อาบน้ำได้เพียงลวกๆ ก้าวออกมาจากห้องน้ำ

" ห๊า!! ธรรมดาแค่ข้าไม่ใส่วิกผมก็โดดเด่นจะตายแล้ว คราวนี้จะใส่ข้าใส่เกราะอีกเหรอแล้วไม่ตายพอดีเหรอ!!! "

" อ่ะจริงสิ ซุยเคียวข้ามีของกินมาฝาก "

ร่างสูงว่าพลางส่งขนมปังแถวยาวที่อบใหม่ๆกลิ่นหอมฉุยให้คนตรงหน้า

ขุนพลการูด้าเมื่อเห็นอาหารก็มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มขึ้นทันที คว้าขนมปังจากอีกฝ่ายมานั่ง

แทะกินอย่างโหยหิว

เฟลเมลเมื่อได้เห็นร่างบางที่รักทำท่ากินอย่างเอร็ดอร่อยแบบนั้นก็อดที่จะหื่นไม่ได้อีกแล้ว

แต่ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมาหื่นกาม เขารีบสวมเสื้อเกราะอย่างด่วน

( นี้ถ้าเป็นเด็กเส้นอาธีน่า 5 ตัวนั้น คงจะเบ่งคอสโม่ยืนเฉยๆ ให้เกราะมาประกอบตัวเองได้แล้ว... )

.

.

.

"ฟังนะซุยเคียว...งานที่พวกเราได้รับคือตรวจหาสาเหตุว่าทำไมตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ถึงไม่มีวิญญาณ ดวงไหนที่เป็นคนของเมืองเลย ทั้งที่ความเป็นอยู่ส่วนใหญ่ก็ไม่ดี

ที่สำคัญยังมีการล่าแม่มดถึงที่เห็นเมื่อวานจะโดนเด็กหลอกก็เถอะ 

แล้วถ้าจะบอกว่าชาวเมืองเมืองนี้มันได้ขึ้นสวรรค์หมด

ข้าว่าก็ไม่มีดวงวิญญาณไหนบนโลกตกนรกแล้วล่ะ " ดวงตาคู่นั้นสบตาอย่างคาดหมาย

"แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ " อีกฝ่ายหนึ่งหันมาสบตาขณะที่ยังคงถือขนมปังที่กินไปครึ่งหนึ่งอยู่

และมีเศษขนมปังเด็กบริเวณมุมปากเป็นพิธี เป็นภาพที่น่ารักชวนกดข่มขื่นแก่เจ้าหงอกยิ่ง

" ที่ในเมืองนะโกลาหลออกขนาดนี้ คงจะไม่ใช่ฝีมือใครนอกจากนายสินะ"

"ก็...นะ" เฟลเมลค่อนข้างลำบากที่จะพูด " ไว้ข้าจะอธิบายทีหลังล่ะกัน ตอนนี้ใส่เกราะก่อนเถอะ แล้วรีบออกไปข้างนอกกัน "

.

.

.

.

.

เมื่อทั้งสองได้จัดแจงตัวเองออกมาจากโรงแรมแม้ว่าซุยเคียวยังคงไม่ยอมวางขนมปัง

แถวนั้นลงซักที ก็แทะอยู่นั้นล่ะตอนนี้ขนมปังก็ใกล้จะหมดเต็มที

ชายหนุ่มเยื้อมือของเพื่อนร่วมตำแหน่งให้หลบลี้ไปใต้แสง เงาของตึกรามบ้านช่อง

เป็นโชคดีที่ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกมาจากบ้านได้เลยเนื่องจากตามถนน หนทางของทั้งเมือง

เต็มไปด้วยเสียงฝีเท้ากระทบของกีบม้าของเหล่าควิกสิเตอร์ที่ควบกุบกับข่มขวัญชาวเมือง

( ถ้าปัจจุบันไอ้ควิกสิเตอร์พวกนี้ก็คงเป็นเหมือนเด็กแว้นที่เที่ยวบิด

มอเตอร์ไซร์กวนประสาทชาวบ้านเล่น )

" ทำไมถึงได้วุ่นวายกันแบบนี้ล่ะ " ร่างบางเอ่ยถามเพื่อได้กลืนขนมปังชิ้นสุดท้ายลงท้องไป

" ก็เพราะว่ามีไฟไหม้ไงล่ะจ้ะ " เฟลเมลตอบให้ความกระจ่างและชี้นิ้วให้คนข้างๆดูต้นเหตุของความวุ่นวาย

" ................... "

.

.

.

"ยะ...อย่าบอกนะว่านายเผาใจกลางเมือง" ซุยเคียวที่มองเห็นเปลวเพลิงที่ลุกลาม

ท่วมอาคารสูง ใหญ่ที่หรูหราและทรงสมัยหลายต่อหลายหลัง เบิกตาอย่างงุนงง

"เฟลเมล!!! นายทำแบบนี้ทำไม นายเป็นโจรใต้รึไง(?) "

ทั้งสองมือคว้าขยุ้มเสื้อคลุมตัวยาวซึ่งทาบทับปกปิดชุดเกราะของอีกฝ่าย

.

.

.

.

.

"ก็เพื่อแสดงให้ชาวเมืองตระหนักยังไงล่ะว่าพวกเขานะตายกันไปหมดแล้ว"

เสียงใสอันคุ้นเคยของเด็กน้อยนางหนึ่งดังขึ้น

" อะ...อาริอาจัง ... " ซุยเคียวหันมาเอ่ยชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ

ชายหนุ่มทั้งสองรู้สึกว่าเสียงของสาวน้อยในครั้งนี้มันช่างสะท้อนก้องและทรงอำนาจอย่างมิอาจคาดได้

ราวกับว่าความโลลิของเธอได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว....( ไม่นะ... )

"อาิริอา...นี่เธอเป็นแม่มดอย่างนั้นเหรอ" ซุยเคียวมองร่างเล็กที่สวมชุดคลุมสีเขียว

เลื่อมเหมือนหนัง งูตัวยาว ภายในสวมชุดปักดิ้นลูกไม้กร่อมชายเข่า สีดำทั้งชุด

เรือนผมยาวสลวยที่เดิมมักจะซุกซ่อนใต้ผ้าโพกขอสาวใช้ปล่อยระบายจนถึงบันเอวต้องสายลมปลิวพัดดูราวดั่งเปลวเพลิง

เธอมองเขาทั้งสองด้วยสายตาคมกล้าสีบรั่นดีอันแสงเจิดจ้า

" เออ!!! " สาวน้อยกระแทกเสียงตอบทำเอาการูด้าน้อย ต้องตกใจผงะไปทันที

.

.

.

"ตุลาการทมิฬจากแดนพระยมทั้งสองเอ๋ยจงฟังข้า" เด็กสาวกล่าว

"เดิมที่แล้วเรานั้นคือผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้ขึ้นด้วยกำลังของพวกพ้องของเรา แต่หลังจากนั้นไอ้พวกหน้าด้านไม่อายหมาพวกนี้มันก็เข้ามาครอบครองซะเอง "

อารีอาออกอาการใส่อารมณ์เมื่อกล่าวถึงชาวเมืองนี้และเธอก็คว้ามือของซุยเคียวมาอย่างแรง

.

"ลูกชายเอ๋๋ยฟังให้ดี" เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไป เป็นเสียงของหญิง

ชราที่แหบแห้ง แผ่วเบาดั่งเสียงครางของลูกแมวตัวเล็กๆ

เเล้วทั้นใดร่างของอาริอาก็ค่อยๆแปรสภาพกลับเป็นหญิงชรา

( อ๊า....สาวน้อยโลลิของโผม..... )

ทำให้ซุยเคียวพยายามผละหนีอย่างตระหนก ....ไม่....กูไม่ใช่ลูกมึง..ปล่อยกู...

.

.

"ข้าจุดธูป เผาพริก เผาเกลือ สาปแช่งพวกมันทุกๆวัน ให้ชาวเมืองทั้งหลายว่าถ้ามัน

มิได้ถูกเผาทั้งเป็น เหมือนดั่งที่มันทำกับลูกหลานของพวกเราและหากเมืองนี้ไม่มอด

ไหม้ พวกมันก็อย่าได้ไปผุดไปเกิดเลย "

" มันเป็นแบบนี้นี้เอง " ขุนพลกริฟฟอนเริ่มเข้าใจทุกอย่าง

"ท่านต้องการให้พวกข้าเผามันเสียสินะ" เฟลเมลพูดด้วยน้ำเสียงอันเรียบราบแต่แฝงไว้ด้วยโคสโม่อันเปี่ยมด้วยจิตสังหาร

" ถูกต้องแล้วลูกชายเอ่ย " อดีตสาวโลลิกล่าว

" ได้เลย ขอเวลาข้าก่อนนะ ข้าจะไปเอาน้ำมันกับฟืนแล้วจุดเผาให้เรียบเล๊เลย "

ร่างสูงว่าและทำท่าเดินไปหยิบของที่ว่าจริงๆ

" = =!!!! " <<สีหน้าของอาริอา

.

.

" อย่านะเฟลเมล เจ้าจะทำแบบนั้นไม่ได้ " ซุยเคียววิ่งไปยื้อร่างสูงไว้

" อย่ามาห้ามข้าซุยเคียว ข้าจะทำหน้าที่ของข้าให้เสร็จ "

" แต่การที่เจ้าจะเผาเมืองแล้วผู้คนแบบนี้มันเกินไปนะ แล้วเมืองตั้งกว้างกว่าจะเผาเสร็จอีกล่ะ... " ร่างบางก้มหน้าสลดลง

" เจ้าก็ช่วยข้าเผาสิ "

" จะบ้าเหรอ คิดดูสิถึงเมืองนี้จะไม่ดีก็จริงอยู่ แต่ว่ายังมีผู้คนบริสุทธิ์ในเมืองนี้อีกมากมาย

ที่ไม่เกี่ยวข้องนะ แล้วก็ยังจะคุณสวิงกิส วิสกี้ จอนแดนสัน แคลิเฟอร์เนียน น้อยหน่าขนมทุเรียส อีก... "

" นั้นสาบานนะว่าชื่อคน แล้วมันเป็นใครน่ะ = =!!! " เฟลเมลถาม

" ก็ผู้ชายเมื่อคืนไง.. "

" เมื่อคืน? "

" ใช่แล้วล่ะ " ซุยเคียวย้ำอีกครั้ง " ผู้ชายเมื่อคืนที่ข้านั่งคุยกับเขาไง เขาน่ะเป็นคนน่ารักมากเลยนะ คุยก็สนุก แล้วยังอ่อนโยน สุภาพ แล้วก็เท่มากด้วย.. "

( ฟังชื่อมันแล้วไม่น่าเป็นแบบนั้นเลย.. )

" น่ารัก.....อ่อนโยน....สุภาพ...เท่..... " ร่างสูงว่าไปกัดฟันไปด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

.

.

.

ไอ้หอกนั้นเนี้ยนะน่ารัก..

.

.

.

.

ไอ้บ้านั้นน่ะเหรอสุภาพ

.

.

.

.

.

ไอ้บ้านั้นเท่กว่าข้างั้นเหรอ..

.

.

.

เฟลเมลขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฝ่ามือนั้นกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น สีหน้านั้นแสดงถึง

ความเครียดแค้นและคอสโม่ที่พุ่งออกมาอย่างโทสะ

.

.

" ได้!!! ในเมื่อเจ้าพูดขนาดนั้น งั้นข้าก็จะกวาดล้างมันแม่งทั้งชาวเมืองนี้ ทั้งเมือง แล้วก็ไอ้สวิงกิส กิสกี้ ข้าวเหนียวทุเรียนอะไรของเจ้าให้วอดวายเล้ย!!!!!! "

ก่อนที่ซุยเคียวจะได้ทันห้ามอะไรก็ต้องปะทะกับคลื่นพลังอันเอ่อล้นของชายหนุ่ม

พลังอันมหาศาลกว้านกวาดถอนรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่และอาคารบ้านเรือนจะแตกละเอียดเป็นผุยผง

คลื่นพลังความร้อนสีดำได้แผดเผาผิวกายของมนุษย์ในรัศมีรอบเมืองให้ไหม้เกรียม ส่งกลิ่นหอมชวนรับประทาน (!?)

" ถุย ทำแบบนี้แต่แรกก็หมดเรื่อง มาเที่ยวเผาบ้านทีละเรือนอยู่" อาริอากล่าวชื่นชม(!?)

.

.

.

" เฟลเมล!!!!!!!!!!!!! "ดวงตาสีอเมทิสเหลือบลอบมองฝ่าคลื่นพลังอย่างยากลำบาก

ก่อนจะเบิกโพลงอย่างตระหนกในการกระทำของร่างสูง

.

.

ผู้คนในเมืองที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กำลังนั่งดูบอลอยู่ในบ้านดีๆ ขณะที่กำลังลุ้นเชียรทีมโปรดที่กำลังจะทำประตูได้ และส่งเสียง " ไช...... "